การหาหมอที่ญี่ปุ่น

Published on

in

พอดีไปเจอเรื่องนี้ในเฟซบุคมา น่าสนใจครับ เผื่อใครเจ็บไข้ได้ป่วยที่ญี่ปุ่น จะเห็นว่าประกันเดินทางสำคัญมากครับ

แชร์ประสบการณ์หมอไทยเข้าโรงพยาบาลพบหมอญี่ปุ่นครั้งแรก (ค่ารักษาเกือบสองหมื่นบาท!!) 💸

สวัสดีครับเพื่อน ๆ #สายเที่ยวญี่ปุ่น ทุกคน ผมชอบลุยเที่ยวเองเหมือนเพื่อน ๆ นี่แหละ ทริปญี่ปุ่น 18-30 พ.ย. นี้กะมาพักผ่อนเต็มที่ แต่… จู่ ๆ ก็เจอแจ็คพอตครับ!

​เที่ยวสนุกอยู่ดี ๆ ผ่านไปสัปดาห์เดียว อาการก็มาเยือนครบเซ็ตเลยครับ หวัดลงเต็ม ๆ! 🤧 ไข้ น้ำมูก ไอเสมหะ เจ็บคอ ปวดเมื่อย… ว่ากันตรง ๆ คือทรุดหนักมาก! ยังไม่พอ ดันซวยซ้ำซ้อน ล้ม! ได้แผลถลอก เล็บฉีก รอยช้ำมาเป็นของแถมอีก 😑

ถึงจะเป็นหมอ พกยาพื้นฐานมา แต่ก็เอาไม่อยู่ครับ โดยเฉพาะไข้สูงปวดหัวหนัก น้ำมูกไหลไม่หยุด และที่น่ากลัวคือเล็บที่ฉีกเริ่มแดง อักเสบติดเชื้อชัดเจน… สุดท้ายก็ต้องยอมจำนนเดินเข้าโรงพยาบาลที่ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในชีวิตครับ!

🚨 สรุปพีก ๆ ที่อยากแชร์

• ​ค่ารักษา: โคตรแพง! (¥88,940 หรือเกือบ 20,000 บาท) แพงกว่าเอกชนไทยเกือบ 10 เท่า!

• ​ระยะเวลา: โคตรนาน! เข้า 10 โมง… เสร็จบ่ายสองครึ่ง (4 ชั่วโมงครึ่ง!)

• ​ยา: โคตรจำกัด! ได้ยามาน้อยจนงง… แถมยาบางตัวที่อยากได้/จำเป็น (เช่น ยาลดน้ำมูก แก้เจ็บคอ Paracetamol) หมอไม่จ่ายให้!!

🩺 ประสบการณ์หาหมอฉบับหมอไทยในญี่ปุ่น

​ผมทำประกันการเดินทาง MSIG Easy 1 ไว้ทุกทริปอยู่แล้ว เลยติดต่อไปที่ฝ่ายเคลมครับ พนักงานตอบดีมาก สรุปคือเข้าได้ทุก รพ./คลินิก แต่ต้อง สำรองจ่ายไปก่อน แล้วเอาใบเสร็จ/ใบรับรองแพทย์มาเคลมทีหลัง นี่แหละครับ #ของมันต้องมี สำหรับสายเที่ยวต่างประเทศ!

📍 การเดินทาง: ผมพัก Shin-Osaka แต่มีแพลนไป Arashiyama เลยเล็งไปที่ Koseikai Takeda Hospital ใกล้ Kyoto Station ครับ (ออก Central Exit เลี้ยวขวา เดินสุดทาง ข้ามทางม้าลาย เลี้ยวขวา เลี้ยวซ้าย… ถึงเลย) หา รพ. ที่รีวิวว่าสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี เพราะภาษาญี่ปุ่นผมไม่ได้ แม้จะมา 11 ทริปแล้ว 🤦‍♂️

💬 ขั้นตอน: วุ่นวายแต่มืออาชีพ

• ​ถึง 10 โมง ติดต่อ Information Center เจอล่าม

• ​ล่ามจะถามอาการ/อุบัติเหตุ แล้วแจ้งราคาเบื้องต้น

• ​กรอกเอกสาร 3 หน้าเต็ม ๆ (ข้อมูลส่วนตัว, ที่พัก, COVID-19, โรคทางเดินหายใจ) วัดไข้

• ​รอ… รอ… รอ… ได้บัตร รพ. / บัตรคิว / ถูกพาไปจุดแยกโรค มีม่านกั้น (อันนี้ดีนะ ดูเป็นมาตรการป้องกันโรค)

• ​ผ่านไป 2.5 ชั่วโมง!! เที่ยงครึ่งได้เข้าห้องตรวจ แต่โดน Swab ไปก่อนเลยครับ (ตรวจไข้หวัดใหญ่/โควิด)

• ​รอผล 30 นาที ผลเป็นลบถึงได้ตรวจกับหมอ

• ​เจอหมอศัลยกรรมกระดูกและข้อก่อน (รักษาแผลที่เล็บ แผลถลอก รอยช้ำ) ได้ยาฆ่าเชื้อ Cephalexin + ยาแก้ปวด NSAIDs (อ่านชื่อยาญี่ปุ่นไม่ออก)

• ​เจอหมออายุรกรรมทีหลัง หมออ่านจากฟอร์มแล้วถามเพิ่มนิดหน่อย ได้ยาแก้ไอมาตัวเดียว! 💊

💥 จุดที่พีกและไม่เข้าใจในฐานะหมอ:

• ​ยาที่ได้น้อยมาก: ผมถามย้ำแล้วว่าอยากได้ยาลดน้ำมูก แก้เจ็บคอ หรือแม้กระทั่ง Paracetamol (ยาพื้นฐานสุด ๆ) หมอไม่จ่ายให้!

• ​เหตุผลที่ได้มา: บอกว่ายาลดน้ำมูกกินแล้วจะปวดหัว (??) ยาแก้เจ็บคอ/Paracetamol บอกไม่จำเป็น รอยช้ำรอหายเอง สเปรย์แก้ปวด/ยาคลายกล้ามเนื้อก็ไม่ให้… คือถ้าไม่ติดว่าเล็บอักเสบติดเชื้อต้องได้ยาฆ่าเชื้อนะ คงไม่เข้า รพ. เลยครับ!

• ​ผมคิดว่าเป็น นโยบายจำกัดการจ่ายยาของ รพ. ญี่ปุ่น ซึ่งเข้าใจได้ในเรื่องการควบคุม แต่ในเคสที่คนไข้จ่ายเงินเอง (ผ่านประกัน) และอาการเยอะขนาดนี้… ทำไมต้องจำกัดยาขนาดนี้? ผมงงมากครับ ถ้าเป็น รพ. ที่ไทย ผมในฐานะหมอจะจ่ายยาที่เหมาะสมและครบอาการให้แน่นอนครับ

💰 การเงิน / รับยา:

• ​เสร็จทุกอย่างบ่ายโมงครึ่ง รอ 15 นาที ตรวจสอบใบรับรองแพทย์ รอจ่ายเงิน

• ​รวม ¥88,940!! แล้วได้ใบสั่งยาไปซื้อที่ร้านยาข้าง ๆ (ถัดไป 5 ประตู)

• ​ร้านยาก็กดฟอร์มอีกแผ่น กรอกข้อมูล รอจัดยา จ่ายค่ายาเพิ่มอีก ¥4,090

✅ สรุปคือ: แพงมาก เสียเวลามาก ยาได้น้อยมาก… แต่ก็ได้ยาฆ่าเชื้อมาทันท่วงทีครับ!🙏

ที่มา https://www.facebook.com/share/p/1FztqMDgTA/

Leave a Reply


Easy Japan Trip

Easy Japan Trip – มือใหม่ก็เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองได้
ที่นี่ คือ คู่มือเที่ยวญี่ปุ่นสำหรับคนไทย รวมข้อมูลครบตั้งแต่เตรียมตัวไปญี่ปุ่นครั้งแรก วิธีหาโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบิน เลือกที่พักย่านไหนในโตเกียว–โอซาก้า วิธีนั่งรถไฟและ JR Pass ตั๋ว Disneyland ตั๋ว Universal Studio ไปจนถึงตัวอย่างแพลนเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองแบบวันต่อวัน ช่วยให้คุณวางแผนทริปได้ง่าย ไม่ต้องง้อทัวร์ และคุมงบได้ตามใจ


Blogroll

Discover more from Easy Japan Trip

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading